Why by 3T feat. Michael Jackson

posted on 05 Sep 2010 15:42 by songsof90 in Rhythms-And-Blues

3T เป็นวง R&B ชายล้วน ประกอบไปด้วย 3 หนุ่มที่มีชื่อขึ้นต้นด้วยตัว T คือ Tariano Adaryll Jackson II (Taj)Taryll Adren Jackson , และ Tito Joe Jackson (TJ) ซึ่งทั้งสามคนเป็นคนในตระกูล Jackson และมีศักดิ์เป็นหลานของ Micheal Jackson ราชาเพลงป๊อป

Why เป็นซิงเกิ้ลในอัลบั้ม Brotherhood ที่ปล่อยออกมาในปี 1996 (แต่ตัวอัลบั้มออกมาตั้งแต่ปี 95) เขียนโดย Kenneth Edmonds หรือ Babyface นักแต่งเพลงชื่อดังในยุค 90 และโพรดิวซ์โดย Michael Jackson เพลงนี้เคยถูกเลือกให้บรรจุลงในอัลบั้ม HIStory: Past, Present and Future - Book I ของไมเคิลด้วย แต่สุดท้ายไมเคิลก็ตัดสินใจนำเพลงนี้ออกและให้ไปบรรจุในอัลบั้มของวง 3T แทน ซึ่งเพลงนี้ก็ติดอันดับในท็อปชาร์ตในหลายประเทศทั่วโลก ที่ขึ้นสูงสุดก็คือที่ 2 ใน UK Singles Chart

3T ยังมีเพลงเพราะ ๆ อีกหลายเพลงครับ สนใจก็ลองหาดูใน YouTube หรือไม่ก็รอให้ผมนำมาให้ฟังต่อในโอกาสหน้าครับ

If You Were Mine by Bed & Breakfast

posted on 05 Sep 2010 13:44 by songsof90 in Pop

If you were mine เพลงนี้เป็นของวง Bed & Breakfast วง Boy Band จากประเทศเยอรมัน ซึ่งถือว่าเป็นวง Boy Band สัญชาติเยอรมันวงแรกและวงเดียว ที่โด่งดังไปทั่วโลกครับ น่าเสียดายที่ในอินเตอร์เน็ตไม่มีข้อมูลของวงนี้มากนักครับ แต่ก็ยังดีที่มีคลิปและเพลงให้ฟัง

 

สำหรับเพลงนี้ อยู่ในอัลบั้ม Stay Together ที่ออกมาในปี 1995 เป็นซิงเกิ้ลฮิตในยุคนั้นครับ แนวเพลงก็เป็นป๊อป ผสม R&B และใส่ท่อนแร็พเข้าไปคล้าย ๆ กับ PJ & Duncan ซึ่งเป็นแนวยอดฮิตในช่วงกลางยุค 90 ครับ

อันแรกนี้มีเฉพาะเพลง แต่คุณภาพเสียงดีครับ

อันที่สองเป็น MV ทั้งภาพและเสียงห่วยมากครับ แต่ก็พอจะได้เห็นหน้าและกล้าม (อันเป็นจุดแข็ง) ของแต่ละคนในวงบ้างครับ

The Ludlow - Legends of the Fall

posted on 01 Aug 2010 20:57 by songsof90 in Score

สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งหนึ่งนะครับ กับ Songs of '90 หายไปเป็นอาทิตย์เลยทีเดียว กลับมาคราวนี้มาแบบฉีกแนวกันสุด ๆ ด้วยการนำเสนอเพลงในแนวที่เรียกว่า Score หรือ Film Score ครับ

เพลงแนวนี้เป็นเพลงบรรเลงนั่นเองครับ แต่เป็นเพลงบรรเลงที่ใช้ในหนัง เป็นเพลงที่ประพันธ์โดย Composer หรือ ผู้ประพันธ์เพลงของภาพยนตร์เรื่องนั้นโดยเฉพาะ และบรรเลงโดยวงออเครสตร้า หรือบิ๊กแบนด์ ถ้าเป็นดนตรีในแนวแจ๊ส ซึ่งจะต่างจาก Soundtrack ซึ่งโดยมากจะเป็นเพลงที่นำมาจากศิลปินอื่น ๆ แล้วถูกหยิบยื่มมาใช้ในหนัง แต่ก็มี Sountrack บางเพลงที่ถูกแต่งขึ้นมาใหม่ และก็มักจะเป็นเพลงร้อง และเป็นเพลงร่วมสมัยมากกว่า

จริง ๆ แล้วผมเป็นคนที่ชอบฟัง Score เอามาก ๆ ครับ เพราะ Score แต่ละเพลงนั้น จะขับเน้นอารมณ์ของคนดูให้อินไปกับหนังอย่างเต็มที่ ฉากเศร้านี่ก็เศร้าจนน้ำตาไหลพราก ฉากสนุกสนาน มีความสุข ก็ราวกับกระโดดโลดเต้นล่องลอยไปในนภาอากาศ ดังนั้น Score จึงถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญมาก ๆ ของหนัง  โดยเฉพาะกับหนังฝรั่งเค้าจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ๆ แต่หนังไทยยังไปไม่ถึง 

Composer ที่แต่ง Score เก่ง ๆ นั้นมีหลายท่าน ที่น่าจะเป็นที่รู้จัก หรือคุ้นหูคนไทยกันบ้างก็ได้แก่ Mark Isham , George Winston และ James Horner นักแต่งเพลงคู่บุญของผู้กำกับมือทอง James Cameron และ Ron Howard  ซึ่งผลงานที่เด่น ๆ ก็ได้แก่ เพลงใน Braveheart ,The Mask of Zorro ทั้ง 2 ภาค, Tiitanic และ Legens of theFall หนังรางวัลออสการ์ ที่ผมจะนำมาให้ฟังในวันนี้ครับ

สาเหตุที่หยิบเอางานจาก Legends of the Fall ก็เพราะหนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องแรก ที่ทำให้ผมหันมาสนใจฟังเพลงในแนวนี้ เพราะรู้สึกได้ถึงพลังของเสียงดนตรี ที่ขับเน้นให้อารมณ์ของหนังนั้นเข้าสู่จุดไคลแม็กซ์ได้อย่างง่าย และนั่นทำให้ผมรู้สึกได้ว่า นี่แหละคือดนตรี ที่สามารถซอกซอนเข้าไปถึงจิตใจเบื้องลึกในหน้าอกของเรา แล้วทำให้เรารู้สึกปวดแปลบขึ้นมาได้ ไม่ต้องมีคำร้อง มีแต่ดนตรีที่สื่อสารเข้าถึงจิตใจอย่างตรงไปตรงมา

Score จากหนังเรื่อง Legends of the Fall เป็นเพลงที่เศร้า เพลงหลายเพลงในอัลบั้มนี้เป็นเพลงที่บีบคั้นอารมณ์แทบทั้งสิ้น ตัวเพลงนั้นมีความไพเราะ ละเมียดละไม อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ที่น่าสงสัยคือ ทำไมมันถึงได้บีบหัวใจขนาดนั้น ตอนช่วงชีวิตที่ผมเศร้ามาก ๆ ผมฟังแต่ score ของหนังเรื่องนี้กับ Titanic (หาอ่านได้จาก บันทึกไม่ประจำวันของเจ้าชายน้อย ครับ ว่าผมมีจุดตกของชีวิตอย่างไร) เสียงเปียโนแต่ละเสียงที่กดลงไปบนคีย์ และเสียงวงเครื่องสายที่สอดรับขึ้นมา มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงไปในห้วงของสายน้ำ ถูกพัดไหลไปกับตะกอนทราย เหมือนชีวิตเราเป็นอะไรสักอย่างที่ไม่มีค่า และเราไม่รู้ว่าตัวเองมีคุณค่าอย่างไร Score เรื่องนี้มันให้อารมณ์กับผมถึงขนาดนี้เลยล่ะครับ

เอาล่ะ โม้มาซะเยอะแล้ว ไปลองฟังกันดูเองดีกว่านะครับ ผมขอหยิบเพลงนี้ มาเป็นตัวอย่างให้ฟังครับ


The Ludlow - Legends of theFall

ส่วนข้างล่างนี้เป็นฉากในหนัง เสียงร้องของม้ายังตราตรึงอยู่ในโสตประสาทอยู่เลยครับ (ไม่รู้จะจำทำไมนะครับ เสียงม้าเนี่ย)

To Be With You by Mr. Big

posted on 20 Jul 2010 16:25 by songsof90 in Rock

สวัสดีครับ วันนี้คงอัพได้แค่เอนทรี่เดียว เพราะว่าใช้เน็ตมือถือเกินลิมิตแล้วครับ เลยต้องงดออนไลน์ช่วงค่ำ ซึ่งเป็นช่วงที่ใช้เขียนบล็อกครับ

สำหรับเอนทรี่วันนี้ขอนำเสนอเพลง To Be With You เพลงสุดฮิตของ Mr.Big จากอัลบั้ม Lean into It ซึ่งขึ้นอันดับ 1 ทุกชาร์ตทั่วโลก ที่ตลาดเพลงสากลจะไปถึงครับ  ตัวเพลงเองจะเป็นแนวบัลลาดร็อค แต่แนวของวงเป็น Hard Rock ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ ที่เพลงช้าจะต้องเป็นแนวบัลลาดอยู่แล้ว อันนี้เขียนไว้เผื่อผู้อ่านเป็นมือใหม่ในวงการนี้จะได้รู้ครับ

เพลงนี้โด่งดังขึ้นมาในปี 1991 ซึ่งเป็นยุคที่กระแสของร็อคแบบดั้งเดิม อันได้แก่ Hard Rock , Heavy Metal , Ballad Rock , Glam Rock , Progressive Rock , Punk Rock เริ่มแผ่ว และก้าวผ่านสู่ร็อคที่นุ่มนวลกว่า อย่าง Pop Rock , Alternative , Brit Pop , NWONW , Indie , Grunge , Garage Rock

จะว่าไปแล้วกระแสความนิยมของเพลงร็อคแนวนี้น่าจะเริ่มเสื่อมคลายมนต์ขลังลงภายหลังอัลบั้มอย่าง Lean Into It ของ Mr.Big , Use Your Illusion I และ II ของ Gun N' Roses ในปี 1991 พร้อมกับการมาของวงอัลเทอร์เนทีฟยุคใหม่อย่าง Oasis และ Blur และน่าจะค่อย ๆ เลือนหายไปอย่างแทบจะสิ้นเชิงในปี 1995 ภายหลังอัลบั้ม Get a Grip ของ Aerosmiths , Subhuman Race ของ Skid Row ครับ (จากการวิเคราะห์ของตัวเองนะ) เพราะหลังจากนั้น อัลบั้มใหม่ ๆ ของวงเหล่านี้มักจะทำยอดขายได้ไม่ดีนัก และอันดับในชาร์ตก็ไปไม่ถึงไหน รวมถึงซิงเกิ้ลฮิตก็มีน้อยจนเกือบไม่มีด้วยซ้ำ จนต้องพร้อมใจกันออกอัลบั้มรวมฮิตออกมา เพื่อหวังยอดขายจากแฟนเพลงรุ่นเก่า ๆ และเรียกความสนใจจากคนรุ่นใหม่ (เพราะได้ฟังแต่เพลงเจ๋ง ๆ ในอัลบั้มเดียว คุ้ม)

แม้ว่าดนตรีแนวนี้จะเสื่อมคลายความนิยมไปตามหลักสัจธรรมของโลก แต่อย่างไรก็ตามเพลงร็อคแนวนี้ก็ถือว่าเป็นแนวเพลงที่ขับเคลื่อนโลกในฝั่งตะวันตกมาอย่างยาวนาน และเราควรจะให้ความเคารพแก่ร็อคครับ

The Flying Pickets (A Cappella Songs)

posted on 19 Jul 2010 23:59 by songsof90 in Pop

สวัสดีครับ เอนทรี่นี้จะพาไปฟังอะแคปเปลล่า (a cappella) ระดับปรมาจารย์เลยทีเดียวครับ วงนี้มีชื่อว่า The Flying Pickets เป็นวงที่มีลักษณะคล้าย ๆ คณะละคร ที่มีคนเข้าคนออกคณะอยู่บ่อย ๆ และจำนวนของสมาชิกก็เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ วงนี้เคยมีสมาชิกสูงสุดถึง 19 คนเลยทีเดียวครับ

ความจริงวงนี้ก่อตั้งกันมาตั้งแต่ยุค 80 โดย Brian Hibbard ซึ่งได้รวบรวมเพื่อน ๆ จากคณะ 7:84 Theatre Group ที่เคยแสดงละครเรื่อง John McGrath มาด้วยกัน และตอนหลังได้มาแสดงละครเรื่อง One Big Blow ที่ใช้เทคนิค a cappella ในการนำเสนอ แล้วเกิดติดใจอยากนำเพลงป๊อป เพลงร็อค มาทำเป็นเพลงแนวอะแคปเปลล่าบ้าง ก็เลยก่อกำเนิดเป็นวงThe Flying Pickets ขึ้นมา

หลังจากที่ฟอร์มวงขึ้นมาแล้วก็ปล่อยซิงเกิ้ลเดบิวต์ Only You จนได้ขึ้นอันดับหนึ่งเป็น Christmas number one hit ใน UK Singles Chart  (Christmas number one hit เป็นเพลงที่ได้ขึ้นอันดับหนึ่งใน UK Singles Chart ในสัปดาห์ก่อนวันคริสต์มาส)

ผมรู้จักกับวงนี้จากอัลบั้ม The Original Flying Pickets: Volume 1 ซึ่งเป็นอัลบั้มที่ออกมาในปี 1994 ซึ่งไปเห็นบน shelf โดยบังเอิญและสะดุดตากับเพลง Under the Bridge ของ Red Hot Chili Peppers และ Smells Like Teen Spirit ของ Nirvana เลยสนใจ ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านำมาคัฟเวอร์แบบอะแคปเปลล่า ไอ้ผมมันพวกชอบลองของก็เลยหยิบติดมือกลับบ้านไปด้วย และเมื่อเปิดฟังก็ต้องทึ่งกับดนตรีแปลกใหม่แนวนี้ครับ

 The Original Flying Pickets Vol. One (1994)

สำหรับเอนทรี่นี้ก็นำมาให้ฟัง 3 เพลงเลย เพลงแรกคือ Under the Bridge และเพลงที่สองคือ Smells Like Teen Spirit และเพลงสุดท้าย Only You ถ้าชอบก็อย่าลืมกด Like นะครับ